สวัสดีค่ะทุกคน! โลกโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ไปไวกว่าที่เราคิดเยอะเลยใช่ไหมคะ? แค่โพสต์รูปสวยๆ หรือข้อมูลทั่วไปอาจไม่พออีกแล้ว แบรนด์ไหนๆ ก็อยากจะเชื่อมโยงกับลูกค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่ง “การเล่าเรื่องแบรนด์” นี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญ!

ฉันเองก็เห็นมาเยอะเลยว่าเรื่องราวที่จริงใจและสัมผัสได้ จะสร้างความผูกพันที่ยั่งยืนให้คนไทยเราได้ดีกว่าอะไรทั้งหมด ยิ่งยุคนี้ที่มีทั้งวิดีโอสั้นและ AI เข้ามาช่วยสร้างสรรค์คอนเทนต์ การมีเรื่องราวที่โดนใจจะเป็นพลังขับเคลื่อนแบรนด์ของเราให้ไปได้ไกลแน่นอนค่ะ เรามาเจาะลึกเคล็ดลับและเทคนิคการใช้พลังแห่งการเล่าเรื่องแบรนด์บนโซเชียลมีเดียกันแบบจัดเต็มเลยนะคะ
1. หัวใจของการสร้างเรื่องราวแบรนด์ที่ใครๆ ก็อยากติดตาม
การค้นหาและกำหนดตัวตนของแบรนด์เรา
ฉันเคยคิดว่าการเล่าเรื่องแบรนด์มันยากนะ แต่พอได้ลงมือทำจริงๆ ก็รู้ว่ามันเริ่มจากการทำความรู้จักตัวเองก่อนนี่แหละค่ะ แบรนด์ของเรามีจุดกำเนิดมาจากอะไร? ทำไมเราถึงทำสิ่งนี้?
อะไรคือความเชื่อหรือคุณค่าที่เรายึดถือ? การตอบคำถามพวกนี้ให้ได้ชัดเจนจะช่วยให้เรามีรากฐานที่แข็งแกร่งในการเล่าเรื่องค่ะ ลองนึกถึงแบรนด์เครื่องดื่มสมุนไพรไทยที่เล่าเรื่องการเดินทางของเจ้าของที่กลับไปศึกษาภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อมาพัฒนาสินค้า หรือแบรนด์เสื้อผ้าที่เล่าเรื่องแรงบันดาลใจจากลวดลายผ้าไหมไทยโบราณที่อยากให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ การมีแก่นเรื่องที่ชัดเจนจะทำให้คนจดจำเราได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือมันจะช่วยดึงดูดคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกันกับเราเข้ามาเป็นลูกค้าประจำเลยนะ ฉันเองเคยลองโพสต์เรื่องราวเบื้องหลังการทำงาน กว่าจะออกมาเป็นบทความแต่ละชิ้นลงในบล็อก คนอ่านให้ความสนใจและคอมเมนต์เยอะมาก รู้สึกดีใจที่ได้แบ่งปันประสบการณ์ตรงนี้ค่ะ เพราะมันทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนได้รู้จักเรามากขึ้น และรู้สึกว่าเราก็เป็นคนจริงๆ ที่อยู่เบื้องหลังคอนเทนต์เหล่านี้ ไม่ใช่แค่ AI ที่ผลิตบทความไปวันๆ นะ
การสร้างเรื่องราวที่เข้าถึงอารมณ์และความรู้สึก
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้มาตลอดคือ คนเราไม่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการแค่เพราะคุณภาพดีอย่างเดียวนะ แต่เราซื้อมันเพราะเรื่องราวเบื้องหลัง เพราะมันตอบโจทย์อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างของเราต่างหากล่ะ การเล่าเรื่องที่กระตุ้นอารมณ์ได้จะสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งได้ดีกว่า ลองเล่าเรื่องความสำเร็จของลูกค้าที่ได้ใช้สินค้าของเราแล้วชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรืออุปสรรคที่เราเคยเจอมาตอนสร้างแบรนด์แรกๆ แล้วก้าวผ่านมันมาได้อย่างไร เรื่องราวแบบนี้จะทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับเราได้ง่าย เพราะมันคือความจริงที่มนุษย์ทุกคนเคยเจอมาแล้วทั้งนั้น การใช้ภาษาที่สื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องปรุงแต่งมาก จะทำให้เรื่องราวของเราดูจริงใจและน่าเชื่อถือ ลองคิดดูสิว่าตอนที่เราเห็นโฆษณาที่เล่าเรื่องราวความพยายามของนักกีฬาที่กว่าจะประสบความสำเร็จ เราก็อินและรู้สึกอยากสนับสนุนเขาใช่ไหมคะ แบรนด์ของเราก็ทำแบบนั้นได้เหมือนกันนะ
2. ใช้พลังของภาพและวิดีโอสั้นเพื่อเสริมพลังการเล่าเรื่อง
วิดีโอสั้น: สุดยอดเครื่องมือแห่งยุคนี้
เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ดู TikTok, Reels หรือ YouTube Shorts กันทั้งนั้นใช่ไหมล่ะคะ! ฉันเองก็ติดมากเลยนะ เพราะมันสั้น กระชับ และได้ใจความ วิดีโอสั้นนี่แหละคือพระเอกตัวจริงในการเล่าเรื่องแบรนด์ยุคนี้เลย เพราะมันสามารถถ่ายทอดอารมณ์ เรื่องราว และบุคลิกของแบรนด์เราได้อย่างรวดเร็วและน่าสนใจภายในไม่กี่วินาที ลองใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบ “โชว์ ไม่ใช่แค่บอก” (Show, Don’t Tell) นะคะ ถ่ายทอดเบื้องหลังการทำงาน การผลิตสินค้า รีวิวจากลูกค้าแบบเรียลๆ หรือแม้แต่โชว์ไลฟ์สไตล์ของทีมงาน ก็สามารถสร้างความรู้สึกใกล้ชิดและเป็นกันเองได้ดีเยี่ยมเลยค่ะ และที่สำคัญคือมันช่วยให้คนหยุดดูและใช้เวลาอยู่กับคอนเทนต์ของเรานานขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการทำ SEO และค่า AdSense ด้วยนะ เพราะยิ่งคนดูนานเท่าไหร่ โอกาสที่เขาจะเห็นโฆษณาและคลิกก็มากขึ้นเท่านั้น!
ภาพถ่ายและกราฟิกที่สื่อความหมาย
นอกจากวิดีโอสั้นแล้ว ภาพถ่ายและกราฟิกก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างเรื่องราวแบรนด์บนโซเชียลมีเดียค่ะ ภาพที่ดีเพียงภาพเดียวสามารถเล่าเรื่องได้เป็นพันคำเลยนะ ฉันเองก็พยายามเลือกรูปภาพที่สวยงาม มีคุณภาพ และสื่อถึงอารมณ์หรือข้อความที่เราต้องการจะสื่อให้ได้มากที่สุด ลองใช้ภาพที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมไทย หรือวิถีชีวิตคนไทยเพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายในประเทศนะคะ การใช้สีสันที่สดใส การจัดองค์ประกอบภาพที่น่าสนใจ หรือการใช้กราฟิกที่ช่วยสรุปข้อมูลให้เข้าใจง่าย จะช่วยดึงดูดสายตาและทำให้คนอยากหยุดอ่านข้อความของเรามากขึ้นค่ะ อย่าลืมว่าภาพแรกที่คนเห็นคือสิ่งที่จะตัดสินใจว่าจะเลื่อนผ่านไปหรือจะหยุดดูนะ
3. สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ติดตามด้วยการสื่อสารแบบสองทาง
กระตุ้นให้เกิดการสนทนาและคอมเมนต์
การเล่าเรื่องแบรนด์ที่ดีไม่ใช่แค่การที่เราพูดอยู่ฝ่ายเดียวนะคะ แต่ต้องเป็นการสร้างบทสนทนาด้วย! ฉันเองชอบมากเวลาที่คนอ่านคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น หรือถามคำถามกลับมา นั่นแสดงว่าเขาสนใจในสิ่งที่เรานำเสนอจริงๆ ค่ะ ลองตั้งคำถามปลายเปิดในโพสต์ของเรา เช่น “คุณมีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้?” หรือ “คุณมีประสบการณ์แบบนี้บ้างไหม?” การถามคำถามจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ติดตามรู้สึกอยากมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น การตอบกลับทุกคอมเมนต์ด้วยความเป็นกันเองและจริงใจก็เป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกันค่ะ มันทำให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าแบรนด์ของเราใส่ใจและรับฟังความคิดเห็นของพวกเขาจริงๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืน
การใช้ User-Generated Content (UGC)
ไม่มีอะไรน่าเชื่อถือเท่ากับคำพูดจากลูกค้าจริง! การนำ User-Generated Content (UGC) หรือเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้งานมาใช้ในการเล่าเรื่องแบรนด์ของเราเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังมากค่ะ ลองกระตุ้นให้ลูกค้าของเราโพสต์รูปภาพหรือวิดีโอที่ใช้สินค้าของเรา พร้อมติดแฮชแท็กของแบรนด์ จากนั้นเราก็นำเนื้อหาเหล่านั้นมาแชร์ต่อในช่องทางโซเชียลมีเดียของเรา การทำแบบนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการให้เกียรติลูกค้าและทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ด้วยนะ ฉันเคยเห็นแบรนด์ร้านอาหารไทยชื่อดังที่แชร์รูปภาพที่ลูกค้าถ่ายอาหารของร้าน แล้วใส่แคปชั่นซึ้งๆ ขอบคุณลูกค้า มันดูน่ารักและสร้างความผูกพันได้ดีมากๆ เลยค่ะ
4. วัดผลและปรับปรุงกลยุทธ์การเล่าเรื่องอยู่เสมอ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจาก Social Media Analytics
พอเราลงมือทำไปแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือการ “วัดผล” ค่ะ เราต้องรู้ว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นมันได้ผลดีแค่ไหน ฉันเองก็ใช้เวลาศึกษา Social Media Analytics เยอะมากเลยนะ เพื่อดูว่าโพสต์ไหนคนเข้าถึงเยอะ โพสต์ไหนคนมีส่วนร่วมมาก โพสต์ไหนคนกดคลิกออกเร็ว ข้อมูลเหล่านี้จะบอกเราได้ว่าคอนเทนต์ประเภทไหนที่ผู้ติดตามของเราชอบ หรือเรื่องราวแบบไหนที่โดนใจพวกเขา เราจะได้นำมาปรับปรุงและพัฒนาการเล่าเรื่องของเราให้ดีขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ค่ะ อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูกนะคะ ทุกๆ ครั้งที่เราวิเคราะห์ข้อมูล เราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ และนั่นคือหัวใจสำคัญของการเติบโตเลยนะ
การรับฟังฟีดแบ็กและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากการดูตัวเลขแล้ว การฟังเสียงจากผู้ติดตามของเราโดยตรงก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ ลองอ่านคอมเมนต์ ข้อความส่วนตัว หรือฟีดแบ็กต่างๆ ที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ แล้วนำมาพิจารณาว่าเราสามารถปรับปรุงอะไรได้บ้าง บางครั้งฟีดแบ็กเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เลยนะ การแสดงให้เห็นว่าเราพร้อมรับฟังและนำไปปรับปรุง จะทำให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าแบรนด์ของเราเป็นมิตรและเปิดกว้าง ซึ่งจะยิ่งสร้างความภักดีให้พวกเขาได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรกหรอกค่ะ การปรับปรุงอยู่เสมอคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จระยะยาวนะ
5. เปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นรายได้ด้วย AdSense และโอกาสอื่นๆ
สร้างคอนเทนต์คุณภาพเพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคลิก (CPC) และรายได้ต่อการแสดงผล (RPM)
การเล่าเรื่องที่ดีไม่เพียงแต่สร้างความผูกพันกับผู้ติดตามเท่านั้นนะคะ แต่ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับเราได้ด้วย! ในฐานะบล็อกเกอร์ ฉันให้ความสำคัญกับ AdSense มากค่ะ การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูง มีเนื้อหาที่น่าสนใจและมีประโยชน์ จะช่วยดึงดูดกลุ่มผู้อ่านที่มีคุณภาพและมีกำลังซื้อ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายต่อคลิก (CPC) และรายได้ต่อการแสดงผล (RPM) สูงขึ้นตามไปด้วยค่ะ ลองคิดดูสิว่า ถ้าเราเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวหรูๆ ในภาคใต้ของไทย หรือแนะนำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรีเมียม ก็มีแนวโน้มที่โฆษณาที่เกี่ยวข้องจะขึ้นมาและมีราคาต่อคลิกที่สูงกว่าคอนเทนต์ทั่วไปใช่ไหมคะ การวางแผนเนื้อหาให้สอดคล้องกับ keyword ที่มีมูลค่าสูงก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่ฉันใช้เป็นประจำเลยค่ะ
เพิ่มระยะเวลาการอ่านและอัตราการคลิก (CTR)
สิ่งที่ AdSense ชอบมากคือการที่ผู้เข้าชมใช้เวลาอยู่บนหน้าเว็บของเรานานๆ และมีการคลิกโฆษณาที่เกี่ยวข้องค่ะ การเล่าเรื่องแบรนด์ที่น่าติดตาม สนุก และมีประโยชน์ จะช่วยเพิ่มระยะเวลาการอ่าน (Dwell Time) ได้เป็นอย่างดีเลย ลองใช้ภาษาที่ดึงดูดใจ มีภาพประกอบสวยๆ วิดีโอสั้นๆ หรือการจัดวางเนื้อหาให้อ่านง่าย ก็จะช่วยให้ผู้อ่านอยากอยู่กับบทความของเรานานขึ้นค่ะ และการวางตำแหน่งโฆษณาอย่างเหมาะสม ไม่รบกวนการอ่านมากเกินไป แต่ก็ไม่หลบสายตาจนเกินไป ก็จะช่วยเพิ่มอัตราการคลิก (CTR) ได้ด้วยนะ ฉันเองก็ทดลองปรับเปลี่ยนตำแหน่ง AdSense บ่อยมาก เพื่อหาจุดที่เหมาะสมที่สุดและสร้างรายได้ให้เราได้อย่างเต็มที่
6. สร้างชุมชนและความภักดีผ่านเรื่องราวที่จริงใจ
การสร้างกลุ่มผู้ติดตามที่เหนียวแน่น
ฉันเชื่อเสมอว่าแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มีแค่ลูกค้า แต่มี “ชุมชน” ค่ะ การเล่าเรื่องแบรนด์ที่สม่ำเสมอและจริงใจจะช่วยดึงดูดผู้คนที่มีความสนใจคล้ายกันมารวมกัน และสร้างเป็นชุมชนที่เหนียวแน่นได้ ลองนึกถึงกลุ่มแฟนคลับของนักแสดงหรือนักร้องคนโปรดของเราสิคะ พวกเขามีความผูกพันกันเพราะมีสิ่งที่รักร่วมกัน แบรนด์ของเราก็ทำแบบนั้นได้เช่นกันค่ะ การจัดกิจกรรมออนไลน์ เช่น ไลฟ์สดพูดคุย ตอบคำถาม หรือแม้แต่การสร้างกลุ่มในโซเชียลมีเดียเพื่อให้ผู้ติดตามได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จะช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันกับแบรนด์ของเรามากขึ้นไปอีกนะคะ
เปลี่ยนผู้ติดตามให้เป็น Brand Advocates
เมื่อเรามีชุมชนที่แข็งแกร่งแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเปลี่ยนผู้ติดตามเหล่านั้นให้เป็น “Brand Advocates” หรือผู้สนับสนุนแบรนด์ของเรานั่นเองค่ะ คนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าของเราแล้ว แต่เป็นคนที่พร้อมจะบอกต่อความดีงามของแบรนด์เราให้กับคนรอบข้างโดยไม่ต้องร้องขอ การเล่าเรื่องราวความสำเร็จของลูกค้า หรือการให้ความสำคัญกับฟีดแบ็กของพวกเขาอย่างจริงจัง จะทำให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่าและอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของแบรนด์เราต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ ฉันเองก็ดีใจมากเวลาที่คนอ่านแชร์บทความของฉันออกไป หรือบอกเพื่อนๆ ให้มาติดตาม นั่นแหละคือพลังของ Brand Advocates ที่แท้จริง!
7. กระแสวิดีโอสั้นและ AI: เพื่อนคู่คิดของนักเล่าเรื่องยุคใหม่
ใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการสร้างสรรค์คอนเทนต์
ยอมรับเลยว่ายุคนี้ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตเราเยอะมากจริงๆ ค่ะ ในฐานะบล็อกเกอร์ ฉันก็ใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการทำงานอยู่บ่อยๆ นะ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยหาไอเดียคอนเทนต์ การสรุปข้อมูล หรือแม้แต่การช่วยเรียบเรียงภาษาให้สละสลวยขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือ AI เป็นแค่ “เครื่องมือ” ค่ะ เราในฐานะคนเล่าเรื่องต้องเป็นผู้ควบคุมและใส่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ลงไปในคอนเทนต์นั้นๆ การใช้ AI อย่างชาญฉลาดจะช่วยประหยัดเวลาและทำให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับการสร้างเรื่องราวที่ลึกซึ้งและมีความเป็นตัวตนของเรามากขึ้นค่ะ อย่าปล่อยให้ AI มาเขียนบทความแทนเราทั้งหมดนะ เพราะยังไงคนก็ยังอยากอ่านสิ่งที่คนเขียนด้วยใจอยู่ดี
ตารางเปรียบเทียบแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกับการเล่าเรื่องแบรนด์

ในโลกโซเชียลมีเดียที่มีแพลตฟอร์มมากมาย การเลือกใช้แพลตฟอร์มให้เหมาะสมกับเรื่องราวที่เราอยากเล่าก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ ฉันทำตารางสรุปเล็กๆ น้อยๆ มาให้ดูกันนะ ว่าแต่ละแพลตฟอร์มมีจุดเด่นยังไงบ้างสำหรับการเล่าเรื่องแบรนด์
| แพลตฟอร์ม | จุดเด่นสำหรับการเล่าเรื่องแบรนด์ | ประเภทคอนเทนต์ที่แนะนำ |
|---|---|---|
| สร้างชุมชน, เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย, โพสต์ยาวได้ | รูปภาพ, วิดีโอ, ไลฟ์สด, บทความยาว, โพสต์โต้ตอบ | |
| เน้นภาพสวยงาม, วิดีโอสั้น (Reels), สตอรี่, แฟชั่น, ไลฟ์สไตล์ | รูปภาพคุณภาพสูง, Reels, Stories, คอนเทนต์เบื้องหลัง | |
| TikTok | วิดีโอสั้นกระชับ, ไวรัลเร็ว, กลุ่ม Gen Z, เทรนด์ | วิดีโอสั้นสร้างสรรค์, Challenge, เบื้องหลังตลกๆ |
| YouTube | วิดีโอขนาดยาว, บทเรียน, รีวิวเชิงลึก, Vlog | Tutorials, รีวิวสินค้า, สารคดีสั้น, วิดีโอการตลาด |
| X (Twitter) | ข่าวสารรวดเร็ว, บทสนทนาเรียลไทม์, ประเด็นร้อน | ข้อความสั้นๆ, รูปภาพ, วิดีโอข่าว, โพสต์โต้ตอบ |
หวังว่าตารางนี้จะช่วยให้ทุกคนเลือกแพลตฟอร์มที่ใช่สำหรับแบรนด์ของตัวเองได้นะคะ จำไว้ว่าการเล่าเรื่องที่ดีที่สุดคือเรื่องราวที่มาจากใจและจริงใจที่สุดค่ะ สู้ๆ นะคะทุกคน!
글을마치며
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคนกับเรื่องราวของพลังแห่ง Brand Storytelling ที่ฉันนำมาฝากกันวันนี้? หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้นำเรื่องราวของแบรนด์ตัวเองไปเล่าขานได้อย่างน่าสนใจและเข้าถึงใจผู้คนมากขึ้นนะคะ ฉันเชื่อเสมอว่าเรื่องราวที่จริงใจและสัมผัสได้คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์ของเราเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วค่ะ อย่าลืมนำเทคนิคและเคล็ดลับต่างๆ ไปปรับใช้กันดูนะคะ แล้วเรามาสร้างแบรนด์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวดีๆ ไปด้วยกันค่ะ!
알아두면 쓸모 있는 정보
1. ทำความเข้าใจพฤติกรรมคนไทยบนโซเชียลมีเดีย: คนไทยใช้โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง โดยเฉลี่ยกว่า 2 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน และใช้ประมาณ 6-7 แพลตฟอร์มต่อเดือน ดังนั้น การรู้จักแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายของเราใช้งานมากที่สุด (เช่น LINE, Facebook, TikTok) และปรับเนื้อหาให้เข้ากับพฤติกรรมแต่ละแพลตฟอร์มจึงสำคัญมากค่ะ อย่าลืมว่าคนไทยนิยมติดต่อสื่อสารกับธุรกิจผ่านแชทแอปพลิเคชันอย่างมากถึง 9 ใน 10 คนระหว่างการซื้อสินค้า นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะสร้างการเชื่อมโยงกับลูกค้าแบบส่วนตัวเลยนะคะ
2. ใช้พลังของ Generative AI อย่างชาญฉลาด: ในปี 2025 นี้ Generative AI จะเข้ามามีบทบาทในการสร้างสรรค์คอนเทนต์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในการช่วยหาไอเดีย, สร้างภาพ, หรือแม้แต่วิดีโอสั้นๆ เพื่อเสริมแคมเปญโฆษณาต่างๆ ซึ่ง Meta เองก็พบว่าผู้ลงโฆษณากว่าล้านรายทั่วโลกใช้ Gen AI เป็นประจำ และแคมเปญที่ใช้ฟีเจอร์นี้มี CTR สูงขึ้นถึง 11% เลยทีเดียว เราสามารถใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพได้เร็วขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องใส่ความเป็นมนุษย์และความจริงใจลงไปในเรื่องราวเหล่านั้น เพื่อให้ AI เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้งานของเรามีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เป็นผู้สร้างคอนเทนต์แทนเราทั้งหมดค่ะ
3. ให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องแบบ “People-first” เพื่อ SEO: Google ยุคใหม่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์กับผู้อ่านจริงๆ มากกว่าการเน้นแค่คีย์เวิร์ดเพียงอย่างเดียว การเล่าเรื่องแบรนด์ที่น่าสนใจและตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนจะช่วยให้บทความของเราติดอันดับ SEO ได้ดีขึ้นในระยะยาว เพราะ Google ต้องการนำเสนอสิ่งที่มีคุณค่าให้กับผู้ใช้งาน การวิจัยคีย์เวิร์ดที่คนไทยใช้และสร้างเนื้อหาที่ตอบสนอง Customer Journey ของพวกเขาก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามนะคะ
4. วิดีโอสั้นยังคงมาแรง: วิดีโอสั้นยังคงเป็นคอนเทนต์ยอดนิยมที่ครองใจคนไทยในปี 2025 แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts เป็นช่องทางที่ดีเยี่ยมในการเล่าเรื่องแบรนด์ในแบบที่เข้าถึงง่ายและน่าสนใจภายในไม่กี่วินาที Meta ยังได้เปิดตัวแท็บวิดีโอแบบเต็มหน้าจอใหม่บน Facebook เพื่อให้ผู้ใช้ค้นหาและรับชมวิดีโอได้ง่ายขึ้น การสร้างวิดีโอเบื้องหลังการทำงาน การรีวิวสินค้า หรือเรื่องราวที่กระตุ้นอารมณ์จะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและเวลาที่ผู้ชมอยู่กับคอนเทนต์ของเรา ซึ่งส่งผลดีต่อ AdSense และการรับรู้แบรนด์ค่ะ
5. สร้างชุมชนและความภักดีผ่านคอนเทนต์: การทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและสร้างสรรค์โอกาสให้ผู้ติดตามได้มีส่วนร่วม เช่น การถามคำถาม หรือจัดกิจกรรมออนไลน์ จะช่วยสร้างชุมชนที่เหนียวแน่นรอบๆ แบรนด์ของเรา การนำ User-Generated Content (UGC) มาใช้ เช่น รีวิวจากลูกค้า หรือรูปภาพที่ลูกค้าถ่ายคู่กับสินค้า ก็เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและความผูกพันที่ดีเยี่ยม การที่ลูกค้ากลายมาเป็นผู้สนับสนุนแบรนด์ (Brand Advocates) ด้วยความเต็มใจ จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่ทรงพลังยิ่งกว่าการโฆษณาใดๆ เลยนะคะ
สำคัญ 사항 정리
หัวใจสำคัญของการสร้างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลคือการเล่าเรื่องที่จริงใจและสัมผัสได้ค่ะ แบรนด์ของเราต้องมีตัวตนที่ชัดเจน มีเรื่องราวที่มาที่ไป และคุณค่าที่เรายึดมั่น ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างและดึงดูดผู้คนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน การเล่าเรื่องราวที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจะสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าแค่การนำเสนอข้อมูลสินค้าทั่วไป
การใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างชาญฉลาดก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอสั้นที่กำลังมาแรง หรือการใช้ Generative AI เข้ามาช่วยในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ แต่เราต้องไม่ลืมว่า AI เป็นเพียงผู้ช่วย เราในฐานะคนเล่าเรื่องต้องเป็นผู้ใส่จิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ลงไปในทุกชิ้นงานเสมอ
นอกจากนี้ การสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ติดตามก็เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดบทสนทนา การตอบกลับทุกคอมเมนต์ด้วยความเป็นกันเอง หรือการนำเนื้อหาที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้นมาใช้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างชุมชนที่แข็งแกร่งและเปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็น Brand Advocates ที่จะบอกต่อความดีงามของแบรนด์เราออกไป
สุดท้าย การวัดผลและปรับปรุงกลยุทธ์อยู่เสมอก็เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Social Media Analytics และการรับฟังฟีดแบ็กจากผู้ติดตามจะช่วยให้เราเข้าใจว่าคอนเทนต์แบบไหนที่โดนใจ และนำมาปรับปรุงการเล่าเรื่องให้ดียิ่งขึ้นไปอีก การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและสร้างความผูกพันกับลูกค้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อการสร้างรายได้จาก AdSense และโอกาสในการสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวด้วยค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: การเล่าเรื่องแบรนด์ (Brand Storytelling) คืออะไรคะ แล้วทำไมยุคนี้ถึงสำคัญมากๆ เลย?
ตอบ: อู้หู! คำถามนี้โดนใจฉันมากๆ เลยค่ะ การเล่าเรื่องแบรนด์เนี่ย ไม่ใช่แค่การบอกว่าสินค้าเราดีอย่างนั้นอย่างนี้นะคะ แต่เป็นการสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจ ชวนติดตาม มีอารมณ์ร่วม เหมือนเรากำลังดูละคร หรืออ่านนิยายเรื่องหนึ่งเลยล่ะค่ะ โดยมีแบรนด์ของเราเป็นตัวเอกหรือเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ยุคนี้ที่คนเสพสื่อเยอะมาก ข้อมูลท่วมท้นไปหมด การที่เราแค่โฆษณาตรงๆ มันไม่ค่อยได้ผลแล้วค่ะ คนเบื่อ โดดข้ามง่ายมาก แต่ถ้าเรามีเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่มาของแบรนด์ แรงบันดาลใจในการสร้างสินค้า ประสบการณ์ของลูกค้าที่ใช้แล้วชีวิตดีขึ้น หรือแม้แต่เรื่องราวเบื้องหลังของคนทำงานที่ทุ่มเทผลิตสินค้าออกมา มันจะไปแตะใจคนฟังได้มากกว่าเยอะเลยค่ะ คนไทยเราเป็นคนที่มีอารมณ์ละเอียดอ่อน ชอบเรื่องราวที่จริงใจและจับต้องได้ ยิ่งเล่าเก่ง เล่าถึงแก่น แบรนด์เราก็จะเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้แบบไม่ต้องพยายามขายเลยค่ะ จากประสบการณ์ของฉันเอง การเล่าเรื่องที่ดีทำให้ลูกค้าจดจำเราได้ ไม่ใช่แค่จำได้ว่าสินค้าชื่ออะไร แต่จำได้ว่าทำไมถึงต้องเป็นเรา และรู้สึกผูกพันเหมือนเป็นเพื่อนสนิทกันเลยนะ นี่แหละคือพลังที่แท้จริงของการเล่าเรื่องแบรนด์ค่ะ ยิ่งตอนนี้ที่คอนเทนต์วิดีโอสั้นมาแรงสุดๆ ถ้าเล่าเรื่องผ่านวิดีโอได้น่าสนใจ รับรองว่าปังแน่นอน!
ถาม: แล้วแบรนด์เล็กๆ หรือร้านค้าโลคอลอย่างเรา ที่งบน้อย จะใช้การเล่าเรื่องบนโซเชียลมีเดียให้ปังได้ยังไงบ้างคะ?
ตอบ: โอ๊ย! คำถามนี้โดนใจเจ้าของธุรกิจเล็กๆ หลายคนแน่นอนค่ะ ไม่ต้องกังวลเลยนะคะว่าเราจะงบน้อย เพราะพลังของการเล่าเรื่องมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเลยค่ะ มันอยู่ที่ความจริงใจและความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำต่างหาก ฉันขอแนะนำเคล็ดลับที่ฉันลองทำมาแล้วได้ผลนะคะเล่าเรื่องจากชีวิตจริงของเจ้าของร้านหรือคนทำ: อันนี้สำคัญมากค่ะ!
คนไทยเราชอบความจริงใจ ชอบรู้จักตัวตนของคนที่อยู่เบื้องหลัง เช่น ร้านกาแฟเล็กๆ ก็เล่าได้ว่ากว่าจะได้กาแฟแก้วโปรดมาให้ลูกค้าแต่ละวัน ต้องตื่นเช้าแค่ไหน บาริสต้าตั้งใจคัดเมล็ดกาแฟยังไง หรือร้านข้าวแกงเจ้าอร่อย ก็เล่าที่มาของสูตรเด็ดที่สืบทอดกันมาหลายสิบปีเลยค่ะ การเล่าเรื่องแบบนี้มันสร้างความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองมากๆ ทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับแบรนด์เราเหมือนคนในครอบครัวเลยนะ
ใช้เรื่องราวของลูกค้า: ชวนลูกค้ามาแชร์ประสบการณ์จริงที่ได้ใช้สินค้าหรือบริการของเรา แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ไม่ต้องจ้างดาราก็ได้ค่ะ แค่ลูกค้าจริงของเราที่มีเรื่องราวดีๆ ก็ทรงพลังที่สุดแล้ว ลองคิดถึงร้านเสื้อผ้าที่ให้ลูกค้าส่งรูปรีวิวมา แล้วเราเลือกรูปสวยๆ พร้อมเรื่องราวของลูกค้ามาโพสต์สิคะ คนอื่นๆ เห็นแล้วจะรู้สึกเข้าถึงง่ายและอยากเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวดีๆ แบบนั้นบ้าง
พาไปดูเบื้องหลัง (Behind the Scenes): คนชอบดูอะไรที่ “ของจริง” ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการผลิตสินค้าที่พิถีพิถัน การเลือกวัตถุดิบคุณภาพดีจากแหล่งต่างๆ หรือแม้แต่บรรยากาศการทำงานที่สนุกสนานและเป็นกันเองของทีมงาน การโชว์เบื้องหลังทำให้แบรนด์ดูโปร่งใส จริงใจ และสร้างความน่าเชื่อถือได้ดีมากๆ เลยค่ะ
ใช้แพลตฟอร์มให้เป็นประโยชน์: โซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์ฟรีดีๆ เยอะแยะเลยค่ะ ทั้ง Facebook Live, Instagram Stories, Reels, TikTok ที่เราสามารถสร้างคอนเทนต์วิดีโอสั้นๆ เล่าเรื่องได้ง่ายๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว ไม่ต้องใช้งบเยอะเลยค่ะ เน้นความสดใหม่และเป็นธรรมชาติเข้าไว้ค่ะจำไว้นะคะว่าความจริงใจและความสม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญ ยิ่งเราเล่าเรื่องที่เป็นตัวเรา แบรนด์เราก็จะโดดเด่นและเป็นที่จดจำในใจลูกค้าได้อย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ
ถาม: มีข้อผิดพลาดอะไรบ้างที่แบรนด์ไทยมักจะทำเวลาพยายามเล่าเรื่อง แล้วเราจะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านั้นได้อย่างไร?
ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากเลยค่ะ! เพราะบ่อยครั้งที่เราอยากจะเล่าเรื่อง แต่ดันไปเจอหลุมพรางที่เราไม่ได้ตั้งใจ ฉันเองก็เคยเห็นมาเยอะเลยว่าข้อผิดพลาดที่พบบ่อยๆ มีอะไรบ้าง และวันนี้จะมาบอกวิธีหลีกเลี่ยงกันค่ะเล่าเรื่องที่เน้น “ขายของ” มากเกินไป: ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งเลยค่ะ!
คือตั้งใจจะเล่าเรื่อง แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นโฆษณาสินค้าตรงๆ ที่มีแต่โปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม จนลืมไปว่าหัวใจของการเล่าเรื่องคือการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ ไม่ใช่แค่การเร่งเร้าให้ซื้อ การเล่าเรื่องที่ดีจะทำให้คน “อยากรู้” และ “อยากใกล้ชิด” กับแบรนด์เราเองค่ะ ไม่ต้องพยายามยัดเยียดการขายมากนัก ผลลัพธ์มันจะตามมาเอง
เรื่องราวที่ไม่สอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์: บางทีเราเห็นแบรนด์อื่นทำแล้วปัง เลยอยากจะทำตามบ้าง แต่ดันไปเล่าเรื่องที่มันไม่ใช่ตัวตนของเราจริงๆ ไม่ใช่คุณค่าที่เรายึดถือ พอทำไปเรื่อยๆ คนดูก็จะรู้สึกว่ามันไม่จริงใจ ไม่น่าเชื่อถือ หรือดูปลอมๆ ไปเลยค่ะ วิธีแก้คือต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้นของเราเสมอ ถามตัวเองว่า “แบรนด์เราคืออะไร?
เราเชื่อในอะไร? เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกยังไง?” แล้วเล่าเรื่องจากตรงนั้นค่ะ
ขาดความสม่ำเสมอในการเล่าเรื่อง: เล่าเรื่องวันนี้ พรุ่งนี้หายไปอีกสองอาทิตย์ แล้วค่อยกลับมาเล่าใหม่ แบบนี้ลูกค้าก็จะลืมเราได้ง่ายๆ เลยค่ะ การสร้างความผูกพันมันต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ เหมือนการรดน้ำต้นไม้ทุกวันนั่นแหละค่ะ เราต้องวางแผนคอนเทนต์ให้ดี มีตารางการโพสต์ที่ชัดเจน เพื่อให้เรื่องราวของเราไหลลื่นและต่อเนื่อง
ไม่เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย: เล่าเรื่องที่คิดว่าดี แต่ไม่เคยคิดเลยว่าลูกค้าของเราจริงๆ เขาอยากฟังเรื่องอะไร เขาสนใจอะไร เขามีปัญหาอะไร การเล่าเรื่องที่ไม่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายก็เหมือนการพูดคนเดียวค่ะ ไม่มีใครฟัง เราต้องทำการบ้านเยอะๆ ค่ะ ลองดูคอมเมนต์ ลองดูสถิติในโซเชียลมีเดียว่าคอนเทนต์แบบไหนที่ลูกค้าของเรามีส่วนร่วมเยอะที่สุด แล้วเอาข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงการเล่าเรื่องของเราให้โดนใจยิ่งขึ้นค่ะจำไว้นะคะว่าการเล่าเรื่องแบรนด์ที่ดี ต้องมาจากความจริงใจ เข้าใจตัวเอง เข้าใจลูกค้า และทำอย่างสม่ำเสมอค่ะ ถ้าเราทำได้แบบนี้ แบรนด์เราจะยืนหยัดและเติบโตได้อย่างแน่นอนค่ะ





